ย้อนกลับไปที่หน้าก่อน ดาวน์โหลดเป็น pdf

     การประชุมพระเถระนานาชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒



           การประชุมครั้งล่าสุดของพระเถระชาวตะวันตกในคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชา หรือ “การประชุมเจ้าอาวาสโลก (World Abbot Meeting, WAM)” ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๗ ถึง ๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ณ วัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี การประชุมครั้งนี้มีพระเถระ ๒๘ รูปเข้าร่วมประชุม รวมทั้งพระราชสุเมธาจารย์ (พระอาจารย์สุเมโธ) เจ้าอาวาสวัดป่าอมราวดีในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ชาวตะวันตกรูปแรกของหลวงพ่อชา และในการนี้ พระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง ได้เมตตากล่าวเปิดการประชุม


           ประเด็นหลักของการประชุมปีนี้ คือการถอดถอนวัดป่าโพธิญาณ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพง ถือเป็นการตัดสายสัมพันธ์กับพระอาจารย์พรหมวังโส (พระวิสุทธิสังวรเถร) ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนเก่าและสมาชิกดั้งเดิมของคณะสงฆ์อย่างน่าเสียดาย


           เหตุการณ์ต่างๆ ในระยะสองเดือนที่ผ่านมาได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อทั้งคณะสงฆ์และฆราวาสอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความรู้สึกแตกแยกได้ก่อตัวขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวพุทธทั่วโลก ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากหนังสือร้องเรียนและจดหมายต่างๆ ที่นำมาเสนอต่อที่ประชุม พระเถระหลายรูปได้พบรายชื่อที่คุ้นเคยจำนวนมากปรากฏอยู่ในกลุ่มรายชื่อผู้ร้องเรียน ความเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกเหล่านั้นผสมผสานกับความเสียดายที่ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นบนพื้นฐานการตีความหมายเหตุการณ์ไปในทิศทางที่ต่างจากคณะสงฆ์อย่างมาก เป็นที่น่าเสียใจว่าคณะสงฆ์ไม่มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นปัญหาต่างๆที่ได้รับการเรียกร้องอย่างเพียงพอ ทั้งยังเป็นเรื่องยากแก่การอธิบายด้วย เนื่องด้วยความตั้งใจที่จะรักษาหลักแห่งการปรึกษาหารือและการแสวงหาความเห็นร่วมกัน จึงทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการเลื่อนคำอธิบายที่สอดคล้องต้องกันออกไปก่อน จนกว่าจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อหารือในเรื่องดังกล่าวโดยพร้อมหน้า


           เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ จึงใคร่ขอสรุปลักษณะโดยรวมของคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงก่อน ในเบื้องแรก การบริหารในคณะสงฆ์ดังกล่าวนี้แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการรวมศูนย์อำนาจแบบสำนักวาติกันในคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิก แม้ว่าบางคนในต่างประเทศจะวาดภาพให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม ที่จริงแล้วคณะสงฆ์เป็นองค์กรที่มีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆและมีความยืดหยุ่นพอสมควร ในปัจจุบันคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงประกอบไปด้วยวัดสาขาจำนวนกว่า ๓๐๐ แห่ง มีพระภิกษุและแม่ชีไทยรวมกันประมาณ ๒,๒๐๐ รูป พร้อมด้วยพระภิกษุและนักบวชหญิงชาวต่างชาติ [*๑] อีกประมาณ ๑๗๐ รูป ในจำนวนทั้งหมดนี้มีพระภิกษุต่างชาติ ๔๐ รูปอาศัยอยู่ในประเทศไทย ส่วนที่เหลืออาศัยอยู่ตามวัดสาขาต่างๆ ทั่วโลก


           ความเป็นสมาชิกในคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงเป็นไปด้วยความเต็มใจและสมัครใจที่จะอยู่ภายใต้หลักการและปฏิบัติตามข้อวัตรของหมู่คณะ คณะสงฆ์ชาวตะวันตกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคณะสงฆ์ดังกล่าว แม้จะมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการของตนเกี่ยวกับกิจการภาคโพ้นทะเล แต่ในกรณีที่เป็นเรื่องขัดแย้งโดยตรงกับนโยบายของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องปฏิบัติตามมติของคณะสงฆ์ ในทำนองเดียวกัน คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงซึ่งอยู่ในประเทศไทยก็ต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมดูแลของมหาเถรสมาคมเช่นกัน และด้วยความเคารพในกฎระเบียบเหล่านี้ ทำให้คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงสามารถรักษาลักษณะเฉพาะตนไว้ได้


           หลวงพ่อชาเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นที่เคารพรักของชาวพุทธทั่วโลก ดังนั้น การได้ชื่อว่าอยู่ในสายปฏิบัติของหลวงพ่อชาจึงเป็นสิ่งที่นำมาทั้งสิทธิและความรับผิดชอบทั้งด้านจิตใจและวัตถุ จึงไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด ที่คณะพระเถระในสายวัดหนองป่าพงจะเอาใจใส่ต่อการรักษาความเป็นปึกแผ่นของหมู่คณะ เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญที่สุดที่นำไปสู่การถอดถอนพระอาจารย์พรหมวังโสจึงไม่ใช่ความถูกต้องของตัวพิธีกรรม หากเป็นการตัดสินใจของพระอาจารย์พรหมวังโสที่ทำตามความเห็นส่วนตัวโดยพลการในสิ่งที่กำลังเป็นเรื่องโต้เถียงกันมาก เรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนต่อส่วนรวมอีกทั้งยังขัดต่อมติของคณะสงฆ์ด้วย


           สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ยากแก่การอธิบายประเด็นโต้แย้งต่างๆ ที่เกี่ยวกับพิธีบวชภิกษุณีคือ กรอบความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่นั้นถูกกำหนดและชี้นำไปในทิศทางที่คลาดเคลื่อน ปัจจัยจำนวนมากได้ถูกนำมาผูกโยงกัน ทั้งๆ ที่ควรจะพิจารณาแยกจากกัน นอกจากนี้การถอนชื่อวัดป่าโพธิญาณออกจากคณะสงฆ์วัดหนองป่าพงยังได้มีการนำเสนอในเว็บไซต์ ให้ดูเหมือนเป็นการตอบโต้ทันควันจากคณะผู้กุมอำนาจฝ่ายชายที่มีการกดขี่เพศหญิง และมีการยกเรื่องสีลธาราในประเทศอังกฤษขึ้นมา เป็นข้ออ้างถึงความไม่เต็มใจของคณะสงฆ์ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติธรรมของสตรี ผู้มีศรัทธาออกจากเรือนอย่างเต็มรูปแบบ หากทั้งหมดนี้คณะสงฆ์มิได้มีความเห็นเช่นนั้นเลย


           ด้วยเหตุนี้ จึงขออธิบายถึงเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกันแต่แยกเป็นคนละส่วน ใน ๓ ประเด็นคือ


           1 เหตุการณ์ในเมืองเพิร์ธและผลสืบเนื่อง


           2 การบวชภิกษุณี


           3 คณะสีลธารา



๑. เหตุการณ์ในเมืองเพิร์ธและผลสืบเนื่อง


           ในราวกลางเดือนตุลาคม พระอาจารย์พรหมวังโสได้กราบเรียนให้พระอาจารย์สุเมโธทราบว่า ท่านจะดำเนินการบวชภิกษุณีขึ้นที่เมืองเพิร์ธก่อนสิ้นเดือน เมื่อพระสงฆ์ที่เมืองไทยได้รับทราบ ปฏิกิริยาส่วนใหญ่ก็มีทั้งประหลาดใจและผิดหวัง ต้นเหตุแห่งความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่การคัดค้านการบวชภิกษุณีอย่างหัวชนฝา (ที่จริงแล้ว พระเถระชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งเห็นว่า ฝ่ายที่ถือว่าการบวชภิกษุณีนั้นมีความชอบธรรมมีเหตุมีผลอยู่ไม่น้อย) แต่กระบวนการจัดอุปสมบทภิกษุณี เมื่อเดือนตุลาคมนั้นต่างหาก ที่ทำให้เกิดการสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างรุนแรง


อะไรทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น ?


          เนื่องจากการประชุมพระเถระชาวตะวันตกได้มีกำหนดล่วงหน้าไว้แล้วในเดือนธันวาคม และหัวข้อสำคัญประการหนึ่งในการประชุมคือ เรื่องการบวชภิกษุณี โดยการประชุมดังกล่าวนั้นพระอาจารย์พรหมวังโสและคณะสงฆ์ในเมืองเพิร์ธจะเป็นเจ้าภาพ เมื่อพระเถระได้ให้ความสำคัญต่อการหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในระดับนี้แล้ว จึงไม่อาจเข้าใจว่า เหตุใดจึงต้องเร่งรีบบวชภิกษุณีก่อนการประชุม จะรอถึงการประชุมไม่ได้หรือ ทั้งๆที่ได้มีการเตรียมการบวชภิกษุณีมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เหตุใดคณะสงฆ์จึงได้รับแจ้งในเวลาอันกระชั้นชิด และทำไมจึงปกปิดการเตรียมการนั้น คณะสงฆ์กลายเป็นเพียงผู้ถูกแจ้งให้ทราบเมื่อการกระทำนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว


           พิธีกรรมดังกล่าวนั้น เป็นการปฏิรูปทางด้านพระวินัยในส่วนที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ และเป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ไทยถือว่าไม่ชอบธรรม ฉะนั้นการกระทำเอาเองแต่ฝ่ายเดียว เสมือนเป็นการส่งสาสน์ว่า พิธีการบวชภิกษุณีนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์เลย นอกจากการทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น


           คำถามดังกล่าวข้างต้นยังไม่ได้รับการอธิบายอย่างเป็นที่น่าพอใจ และไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า เหตุใดพระอาจารย์พรหมวังโสจึงต้องทำเช่นนั้น ในเมื่อท่านได้ยืนยันก่อนหน้านี้ทั้งด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่ดำเนินการบวชภิกษุณีโดยพลการ เมื่อปีที่แล้ว ท่านได้เขียนจดหมายตอบพระเถระรูปหนึ่งว่า ท่านรู้สึกเสียใจที่มีผู้เชื่อว่าท่านคิดจะทำเช่นนั้น คณะสงฆ์ได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่า พระอาจารย์พรหมวังโสได้เปลี่ยนใจแล้ว และคณะสงฆ์ก็สมควรที่จะ”ก้าวต่อไป”เหมือนกัน การตอบคำถามเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าเพียงพอ


           สำหรับคณะพระเถระสายวัดหนองป่าพง ประเด็นสำคัญก็คือ การไม่ยินยอมขอความเห็นชอบต่อการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว ในการประชุมเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ คณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงได้ย้ำถึงความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามนโยบายของมหาเถรสมาคมในประเด็นที่ว่า การบวชภิกษุณีเถรวาทได้ขาดตอนไปแล้วและไม่สามารถรื้อฟื้นขึ้นใหม่ได้โดยชอบธรรม ทั้งนี้ ถือได้ว่าการคงความเป็นสมาชิกในคณะสงฆ์ต่อไปเท่ากับเป็นการยอมรับมติดังกล่าวโดยปริยาย ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา การไม่ให้เกียรติต่อคณะสงฆ์ดังการกระทำของพระอาจารย์พรหมวังโสนั้น ถือเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสพอสมควร และถือเป็นการกระทำที่ไม่ไว้หน้ากันเลย


           เมื่อพระอาจารย์พรหมวังโสได้ตัดสินใจดำเนินการตามแผนที่วางไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านจึงจัดบวชภิกษุณีโดยไม่แจ้งแม้แต่พระอุปัชฌาย์ของท่านคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช) หรือ พระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) ผู้เป็นประธานสงฆ์วัดหนองป่าพง


           ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พระอาจารย์พรหมวังโสได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ และได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ (พระวิสุทธิสังวรเถร) การที่พระภิกษุชาวตะวันตกจะได้รับเกียรติเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยเลย เกียรติยศเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการยอมรับนับถือ ความไว้วางใจที่มีต่อท่านและความสามารถที่จะรับผิดชอบในระดับสูง ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของพระอาจารย์พรหมวังโสจึงดูเหมือนว่าท่านไม่ให้ความสำคัญต่อเกียรติยศที่ท่านได้รับ และในสายตาของคณะสงฆ์ถือเป็นการกระทำที่ไม่กตัญญู


           ในการประชุมสงฆ์ที่วัดหนองป่าพง เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ คณะสงฆ์เปิดโอกาสให้พระอาจารย์พรหมวังโส กลับสมานฉันท์กับคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพง(และคณะสงฆ์ไทยโดยปริยาย) ด้วยการยอมรับความเป็นโมฆกรรมของพิธีบวชดังกล่าว แต่พระอาจารย์พรหมวังโสก็ยังไม่อาจปรับเปลี่ยนท่าทีของท่าน คณะสงฆ์จึงไม่มีทางเลือกอย่างอื่น นอกจากการถอดถอนวัดของพระอาจารย์พรหมวังโสออกจากคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพง ดังที่สามารถฟังจากบันทึกเสียงการประชุมได้อย่างชัดเจนว่า ในที่ประชุมมีการลงมติด้วยการแสวงหาฉันทามติจากที่ประชุมสงฆ์ ๑๖๐ รูปโดยพร้อมเพรียง มากกว่าจะมี “เสียงพึมพำจากบางท่านสนับสนุน” ดังที่ได้นำไปพูดกันในอินเตอร์เนต [*๒] ทั้งนี้พระอาจารย์พรหมวังโสเป็นเพียงเสียงเดียวที่ไม่เห็นด้วย มติดังกล่าวมิได้มุ่งหมายจะลงโทษ แต่เป็นการแสดงความรับรู้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแยกทางกันเดิน นับแต่นี้เป็นต้นไป พระอาจารย์พรหมวังโสไม่อาจแสดงตนว่า เป็นตัวแทนคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงได้อีกต่อไป


๒. การบวชภิกษุณี


           เรื่องการบวชภิกษุณีนั้นมีข้อโต้แย้งที่เป็นเหตุผลทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน แม้ในคณะสงฆ์เองก็มีความเห็นนานาประการ เมื่อเป็นเช่นนี้ สถานการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือ การพยายามหาจุดสมดุลจากข้อโต้แย้งที่หนักหน่วงทั้งสองด้าน ในด้านหนึ่งเห็นว่าควรซื่อตรงต่อบุพการีของเรา แต่อีกด้านหนึ่งเห็นว่าควรรับผิดชอบต่อยุคสมัยและสังคมที่เราอยู่


           ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสายวัดป่าที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย การเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่เช่นนี้ ต้องได้รับความยินยอมของคณะสงฆ์ในวงกว้าง องค์กรทั้งมวลของคณะสงฆ์จะต้องมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิดการแตกแยก ในเมื่อผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาในสายของเราปัจจุบันไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงความชอบธรรมในการบวชภิกษุณีฝ่ายเถรวาท เราจึงไม่อาจจะริเริ่มได้เอง เว้นแต่จะยอมตัดความสัมพันธ์กับรากเหง้าของตน ทัศนะเช่นนี้มิได้มีอยู่เพียงคณะสงฆ์สายวัดหนองป่าพงเท่านั้น ดังองค์ ทไลลามะที่ได้เชื้อเชิญชาวพุทธทั่วโลกมาร่วมประชุมกันเรื่องการบวชภิกษุณีเมื่อปี ๒๕๕๐ ก็ได้กล่าวว่า ท่านเองก็ไม่อาจรื้อฟื้นสถานะของภิกษุณีได้ หากปราศจากความยินยอมพร้อมใจจากคณะสงฆ์ทิเบต แม้ความเห็นชอบต่อการบวชภิกษุณีในที่ประชุมนั้นจะเป็นเอกฉันท์ก็ตาม


           การจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับสถานะทางการปฏิบัติธรรมของสตรีในฝ่ายเถรวาท มิใช่เพียงการทำตามใจตนด้วยการอนุมัติให้มีการบวชภิกษุณีและหวังว่าจะได้รับความเห็นชอบจากคณะสงฆ์กลุ่มใหญ่ในภายหลัง การดำเนินการเช่นนั้นอาจเป็นการตอกลิ่มความขัดแย้งระหว่างวัดสาขาต่างประเทศกับวัดสาขาอีกสามร้อยแห่งที่อยู่ในประเทศไทย ตามทัศนะของเรานั้น ผลในทางบวกจากการแยกตัวออกจากรากเหง้าของเราดูจะมีน้อยมาก ทั้งนี้ เราตระหนักดีว่า ทัศนะเชิงอนุรักษ์นิยมเช่นนี้อาจจะไม่เป็นที่พอใจของชาวพุทธบางกลุ่มในโลกตะวันตก แต่เราเห็นว่าการตัดขาดจากต้นกำเนิดเช่นนี้เป็นแผลร้ายที่จะขัดขวางต่อความเจริญทางจิตใจของผู้ที่พึ่งพาอาศัยการปฏิบัติธรรมในสายนี้ ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษ และไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวชก็ตาม


           สถาบันสงฆ์เป็นสถาบันอันเก่าแก่ที่ดำรงอยู่มายาวนาน แท้จริงแล้ว นับเป็นองค์กรที่ยังดำเนินการตามกฎระเบียบที่มีมาแต่ดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก การบันทึกครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับภิกษุณีนิกายเถรวาทในศรีลังกานั้นนับเป็นเวลาเกือบพันปีมาแล้ว การฟื้นคืนสถานะของภิกษุณีให้เป็นผู้สืบทอดสายปฏิบัติธรรมอันล้ำค่าที่น่าเคารพเลื่อมใส เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากจะทำด้วยความเห็นชอบและฉันทานุมัติของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่แล้ว ย่อมต้องใช้เวลา


           แม้การเปลี่ยนแปลงในองค์กรอันเก่าแก่นี้ไม่อาจเกิดขึ้นโดยเร่งรีบ แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คณะสงฆ์ไทยมีพระเถระที่น่านับถือหลายรูปที่ได้พยายามสืบค้นเรื่องเกี่ยวกับสถานะและการฝึกอบรมภิกษุณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ปฏิบัติการแทนสมเด็จพระสังฆราช คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ นอกจากนั้น พระสงฆ์หลายรูปที่เข้าร่วมการประชุมพระเถระในเดือนธันวาคมปีนี้ ยังแสดงเจตนารมณ์ที่จะหารือกับคณะสงฆ์ฝ่ายปกครอง เกี่ยวกับการวิจัยเพื่อหาแนวทางเกี่ยวกับภิกษุณีและโอกาสในการปฏิบัติธรรมของสตรีในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทต่อไปด้วย


           สายเถรวาทเปรียบเสมือนต้นโอ๊กเก่าแก่ที่มีปุ่มปมขรุขระและหยั่งรากลึก แต่ก็ยังสามารถให้เมล็ดที่สมบูรณ์อย่างล้นเหลือ รากที่หยั่งลึกและกิ่งก้านอันหนาทึบนี้เป็นเหตุให้มีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน หากเป็นต้นไม้เล็กและอ่อนแอ การเปลี่ยนแปลงและการดัดให้เป็นไปตามความต้องการคงเป็นเรื่องง่าย แต่ความสามารถที่จะต้านทานสภาวะอากาศและโรคพืชต่างๆ ย่อมจะลดลงไปอย่างมากด้วย เราห่วงใยที่จะปฏิบัติต่อองคาพยพที่น่านับถือนี้ด้วยความเคารพตามที่ควร และหวังที่จะเฝ้าดูแลเมล็ดเหล่านั้นให้เจริญเติบโตและบรรลุถึงศักยภาพอันสูงสุด


           กระแสการรณรงค์เรื่องภิกษุณีมีผลกระทบต่อชาวพุทธในโลกตะวันตกเกือบทุกวงการ โดยเฉพาะในวัดป่าอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวกที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เรื่องฐานะ บทบาทและอนาคตของสถาบันสีลธาราเป็นประเด็นโต้เถียงกันเป็นเวลานานหลายเดือน สถาบันสีลธารานั้นเกิดจากความพยายามของพระอาจารย์สุเมโธ เมื่อยี่สิบปีก่อนที่จะตอบสนองความต้องการของสตรีที่จะออกจากเรือนเพื่อปฏิบัติธรรมในรูปแบบของนักบวชสายวัดป่า โดยไม่ขัดต่อมติของคณะสงฆ์ไทย สีลธาราจึงรับเอาวินัยและข้อวัตรของภิกษุณีมาปฏิบัติเพื่อให้เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์และเอื้อต่อการปฏิบัติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เรื่องที่เกิดขึ้นที่เพิรธ์ ทำให้สถาบันนี้ถูกดึงเข้ามาเป็นประเด็นในการถกเถียง เนื่องจากว่าสถาบันสีลธารายังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของชาวพุทธทั่วไป บทต่อไปจึงขออธิบายความเป็นมาและทิศทางของสถาบันนี้ - ผู้แปล


          

๓. คณะสีลธารา (The Siladhara Order)


จุดหมายร่วม, โอกาสเฉพาะ


           ในกรณีสีลธารานั้น รู้สึกได้ว่ามีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาพรวมของการให้ความสนับสนุนต่อคณะนักบวชหญิงยุคใหม่จากสถาบันภิกษุสงฆ์ รวมทั้งมีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “ข้อวัตร ๕ ข้อ” [*๓] (ซึ่งเป็นข้อวัตรที่คณะสงฆ์อังกฤษได้ตั้งขึ้นเป็นระเบียบปฏิบัติ และถูกตำหนิในหนังสือร้องเรียนที่ส่งมายังที่ประชุมนี้) อย่างไรก็ตาม เรารู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่ระบุไว้ในหนังสือร้องเรียน และตระหนักถึงโอกาสอันจำกัดที่สตรีพึงได้รับในการฝึกอบรมในพระธรรมวินัย และปรารถนาที่จะช่วยสนับสนุนสตรีที่มุ่งหมายต่อการบรรลุธรรม


           ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ได้รักษาและค้ำจุนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเวลามากกว่าสองพันปี คณะสงฆ์ตระหนักว่าเป็นภาระรับผิดชอบที่จะต้องสืบทอดคำสั่งสอนนั้นให้คนรุ่นต่อไป สำหรับสายเถรวาทนั้นยังไม่มีความเห็นพ้องต้องกันในการรื้อฟื้นวิธีฝึกอบรมภิกษุณีขึ้นมาใหม่ อีกทั้งคณะพระเถรีที่จะให้การฝึกอบรมแก่ผู้บวชใหม่นั้นก็ยังไม่มี ฉะนั้นสิ่งที่สามารถทำได้ในเวลานี้ต้องดำเนินการไปภายในวิถีของสงฆ์ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


           เป็นเรื่องแน่นอนว่า ใครๆ ก็สามารถรักษาศีล ทำสมาธิ สละบ้านเรือนออกบวชได้ แต่การอยู่ร่วมกับหมู่คณะนักบวช หมายถึงการได้รับการยอมรับในสังกัดของคณะสงฆ์ที่ใหญ่กว่า ซึ่งในแง่นี้ภิกษุสงฆ์ยังเป็นองค์กรเดียวที่ได้รับการยอมรับนับถือในระดับสากล เมื่อสามารถเข้าถึงองค์กรเช่นนี้ บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงแหล่งของครูบาอาจารย์ และได้รับการยินดีต้อนรับและความไว้เนื้อเชื่อใจจากฆราวาสผู้มีศรัทธาในคณะสงฆ์อยู่แล้ว นอกจากนั้น ยังมีโอกาสได้รับความสะดวกทางด้านปัจจัยสี่ตลอดจนความเป็นอยู่พื้นฐานภายในวัดด้วย โอกาสทั้งหมดนี้เป็นที่มาของการก่อตั้งรูปแบบการฝึกอบรมซึ่งได้พัฒนาต่อมาเป็น “สีลธารา” (แปลตามตัวอักษรว่า ผู้ทรงศีล )


ประวัติคณะสีลธารา


           ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พระอาจารย์สุเมโธได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ไทยให้ทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ให้ศีล ๑๐ แก่สตรีกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รับการอบรมให้ถือศีล ๘ มา กว่าสามปีแล้ว ที่วัดป่าจิตตวิเวกในประเทศอังกฤษ จุดมุ่งหมายของท่านคือการให้โอกาสแก่สตรีที่จะปฏิบัติตนเป็นนักบวชในแนวทางของพระป่า ต่อมาพระอาจารย์สุเมโธได้ขอให้ขยายการฝึกออกไป โดยรวมเอาโครงสร้างทางศีลธรรมพื้นฐานและศีล ๑๐ เป็นหลัก ประกอบไปด้วยข้อปลีกย่อยรายละเอียดในการปฏิบัติ ที่สามารถสนับสนุนคณะนักบวชนี้ให้อยู่ได้โดยลำพัง ดังนั้น การฝึกจึงพัฒนามาจากพระวินัยฝ่ายภิกษุณีเพื่อให้ครอบคลุมเรื่องต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับสตรี รวมทั้งข้อวัตรต่างๆ ที่ทำให้สตรีสามารถจัดการกับกิจการของตนเองได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา วิธีการฝึกอบรมได้รับการปรับปรุงแก้ไขด้วยการปรึกษาหารือกันระหว่างคณะสีลธารา พระอาจารย์สุเมโธและพระเถระหลายรูป รวมทั้งนำเสนอประสบการณ์ดังกล่าวให้พระผู้ใหญ่ทั้งสายปกครองและสายปฏิบัติ ในประเทศไทยและศรีลังกาได้รับทราบด้วย อย่างไรก็ดี ไม่เคยมีเจตนารมณ์หรือการมอบให้ใครมีอำนาจที่จะจัดตั้งภิกษุณีสงฆ์ หรือคณะสงฆ์อิสระขึ้นใหม่แต่ประการใด


ความอาวุโสไม่ใช่โครงสร้างแห่งอำนาจ


           ระบบอาวุโสในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทยอมรับว่า สถาบันภิกษุสงฆ์ได้เกิดขึ้นมาก่อนสถาบันนักบวชหญิง ในชีวิตประจำวัน ความอาวุโสจะครอบคลุมไปถึงเรื่องมารยาท เช่น ใครนั่งที่ใดในการชุมนุมอย่างเป็นทางการ ใครยืนที่ใดในการตั้งแถวรับอาหาร และในการปฏิสันถารใครจะเป็นผู้แสดงความเคารพก่อน นอกจากนี้ ความอาวุโสยังมีนัยยะด้วยว่า ผู้อาวุโสจะต้องดูแลและให้กำลังใจ ตลอดจนอนุเคราะห์ต่อผู้อ่อนอาวุโสกว่า


           อย่างไรก็ดี สีลธารามีโอกาสที่จะได้รับตำแหน่งที่มีสิทธิในการตัดสินใจทั้งในเรื่องของการสอนธรรมะและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติธรรมในคณะของตน สามารถเป็นฝ่ายบริหารมูลนิธิซึ่งเป็นเจ้าของและผู้รับผิดชอบทางกฎหมายต่อวัดป่าอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวกได้ นอกจากนั้น คณะสีลธารายังมีตำแหน่งในที่ประชุมผู้อาวุโสซึ่งดูแลกิจสงฆ์ต่างๆ ในหมู่วัดสาขาที่อยู่ในความดูแลของพระอาจารย์สุเมโธด้วย


           มีสิ่งที่พึงสังวรไว้ด้วยว่า เป้าหมายและวิถีชีวิตนักบวชในพุทธศาสนา มิได้สร้างขึ้นเพื่อการใช้อำนาจเหนือผู้อื่น หรือใช้อำนาจในการบริหารจัดการ หากแต่มุ่งที่จะสร้างอำนาจและพลังภายในเพื่อต่อสู้กับเพลิงอวิชชาในจิตใจของตน เกี่ยวกับเรื่องนี้ สตรีและบุรุษมีความเสมอภาคทางโอกาสโดยเท่าเทียมกันทุกประการ ในขณะเดียวกัน ในฐานะปุถุชน เราตระหนักดีถึงมาตรการจำเป็นที่จะป้องกันการใช้ตำแหน่งอำนาจไปในทางที่ผิด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในการดำเนินชีวิตร่วมกันไม่ว่าจะเป็นชุมชนใด


ข้อวัตร ๕ ข้อ และอนาคต


           เมื่อสองสามปีที่แล้ว ได้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างภิกษุสงฆ์และคณะสีลธาราขึ้น ในด้านที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่มนี้ที่วัดป่าอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวก ในขณะเดียวกัน พระอาจารย์สุเมโธมีความห่วงใยที่จะทำความเข้าใจ ในเรื่องของกฎเกณฑ์และสิทธิหน้าที่ที่คณะสีลธาราจะได้รับจากคณะภิกษุสงฆ์ให้ชัดเจนและมั่นคงขึ้น เนื่องจากเป็นที่ตระหนักชัดว่าพระอาจารย์สุเมโธเองคงจะไม่อยู่ตลอดไป ท่านจึงมีแนวทางความตั้งใจว่า ภิกษุสงฆ์ภายในวัดควรจะทำหน้าที่เสมือนผู้ค้ำประกันคณะสีลธาราในอนาคต และมาตรการเช่นว่านั้นควรจะมีการลงมือปฏิบัติเสียแต่บัดนี้เพื่อทำให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไปได้ตลอดรอดฝั่ง ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของข้อวัตร ๕ ข้อดังกล่าว


           โปรดระลึกไว้ว่า ทางวัดป่าอมราวดีไม่ได้เสนอข้อวัตร ๕ ข้อนี้เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานสากลเพื่อบังคับใช้ทั่วโลก หากแต่เพื่อชี้แจงข้อวัตรปฏิบัติภายใน ให้ผู้ที่ประสงค์จะเป็นสีลธาราได้รับรู้แต่เบื้องต้นและมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่ หรือจะมองหาวิถีทางอื่นๆ ที่เหมาะกับตนเองมากกว่า


           ต้องยอมรับด้วยว่า ที่ผ่านมาอาจจะมีข้อบกพร่องบ้างในการเสนอข้อวัตร ๕ ข้อนี้แก่คณะสีลธารา และอาจจะต้องนำขึ้นมาพิจารณาในอนาคตเพื่อให้สามารถสื่อสารและปรึกษาหารือกันให้ดีขึ้น และในแต่ละวัดที่มีนักบวชทั้งสองฝ่าย คณะสงฆ์ได้มอบหมายให้พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพยอมรับจากคณะสีลธาราทำหน้าที่เป็น ”ภิกษุที่ปรึกษา” เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานงานสื่อสารเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกันขึ้น ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อต้องการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป อันเป็นหลักการที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการบัญญัติพระวินัยนั่นเอง


           หลวงพ่อชามีจะใช้คำพูดวลีหนึ่งเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติธรรมคือ ขอให้ ”พอดี” หรือ ”พอใช้ได้” สำหรับการบรรลุธรรม ความรู้สึกหรือทัศนะอะไรก็ตามอาจเกิดขึ้นได้เมื่อประเพณีเชิงอนุรักษ์นิยมปะทะกับกระแสความคิดเชิงจิตวิทยาของชาวตะวันตก เจตนาของคณะสงฆ์คือการเสนอสิ่งที่ ”พอดี” หรือ ”พอใช้ได้” ซึ่งสามารถทำได้ทันทีในขณะปัจจุบัน แม้กระนั้น ความพยายามนี้ไม่อาจถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย ความมั่นคงของคณะสีลธาราขึ้นอยู่กับความทุ่มเทและศรัทธาของสตรีทั้งหลาย เพื่อให้แนวคิดนี้เป็นรูปธรรมอันจับต้องได้ ที่ผ่านมานั้น ความพยายามและผลการปฏิบัติของคณะสีลธาราได้รับการกล่าวถึงน้อยไปในบทความที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรื่องนี้ออกจะไม่ยุติธรรมนัก เมื่อได้คำนึงถึงความตั้งใจจริงอย่างเข้มงวดที่คณะสีลธาราได้ฝึกอบรมตนตลอดมา


           ในขณะนี้ คณะสีลธารากำลังจัดตั้งสาขาขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจากพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงฝ่ายปริยัติ คือท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) และผู้ปฏิบัติการแทนสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เราหวังว่า แม้จุดเริ่มต้นของคณะนักบวชสีลธารานี้อาจไม่ใหญ่โตนัก แต่ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนดังที่ได้ปฏิบัติมาแต่เริ่มแรก คณะนักบวชหญิงนี้จะมีโอกาสแผ่ขยายออกไปยังสถานที่ที่มีผู้สนใจคำสอนของพระพุทธเจ้า และเป็นที่กำเนิดของแสงสว่างต่อโลกทั้งทางตะวันออกและตะวันตกในอนาคต


จะก้าวเดินต่อไปกันอย่างไร ?


           ความเคารพเป็นคุณธรรมที่สำคัญในพุทธศาสนา ในความหมายกว้างหมายถึงความเคารพต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นอกจากนั้นยังหมายถึงการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลโดยเน้นถึงการเคารพต่อผู้อาวุโสกว่าด้วย หลักการสำคัญเป็นไปนี้เพื่อความมั่นคงแห่งคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนา ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในระยะบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ ในภิกขุอปริหานิยธรรม ๗ ข้อ [๔]


           คำว่า “เถรวาท”หมายถึง วิถีทางของผู้อาวุโส การให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่เป็นหัวใจของเถรวาท ที่อาจเรียกได้ว่า”อนุรักษ์นิยม” เถรวาทมีจุดมุ่งหมายในการอนุรักษ์คำสอนและพระวินัยที่ได้รับการบัญญัติไว้ในสมัยพุทธกาลให้ถูกต้องและใกล้เคียงของเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งซึ่งจะนำไปสู่ความหลุดพ้นเป็นอิสระได้ การนำพระธรรมนี้ไปสู่โลกตะวันตก ไม่ได้เริ่มขึ้นเพื่อที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงพุทธศาสนา แต่เพื่อให้การปฏิบัติพระธรรมวินัยดำเนินต่อไปได้ในที่ที่สาธุชนเชื้อเชิญและยินดีให้การสนับสนุน แม้กระนั้นก็ตาม หากว่าเจตนารมณ์อันไม่จำกัดกาลนี้จะประสบกับสิ่งแวดล้อมและแง่คิดตามยุคสมัย การปรับข้อปลีกย่อยทางความคิดเห็นให้ตรงกันด้วยการประชุมปรึกษาหารือกันในบรรยากาศแห่งความสามัคคี ย่อมทำให้เกิดผลในทางที่เป็นธรรมเป็นวินัยด้วยกระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่เสียหลักการเดิม


           ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นอุปสรรคสำคัญ เราหวังว่าทุกท่านที่มีความห่วงใยในเรื่องดังกล่าว จะหลีกเลี่ยงอันตรายจากการแบ่งขั้วในชาวพุทธ และในขณะเดียวกัน เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ อันจะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะนำเราไปในทิศทางที่ถูกต้องต่อไป






[*๑] นักบวชหญิงดังกล่าวนี้เรียกกันว่า สีลธารา


[*๒] ฟังบันทึกการประชุมได้โดย ดาวน์โหลด mp 3 file ที่ website www.forestsangha.org


[*๓] ข้อวัตร ๕ ข้อของสีลธาราที่วัดป่าอมราวดี คือ


๑) สีลธาราต้องให้ความเคารพต่อภิกษุทุกรูป


๒) การให้สีลธาราเป็นผู้นำในพิธีกรรมบางอย่างเช่น การทำวัตรสวดมนต์ การให้พร การแสดงธรรม อยู่ในการพิจารณาของพระเถระที่อยู่ในพิธี


๓) ภิกษุสงฆ์มีอำนาจให้การบวชแก่สีลธาราแทนพระอาจารย์สุเมโธ


๔) สีลธาราต้องปวารณาต่อภิกษุสงฆ์


๕) สีลธาราเป็นรูปแบบการปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์ในตัวเอง มิใช่เป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะนำไปสู่การบวชภิกษุณี


[*๔] อปริหานิยธรรม คือ ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม มี ๗ ข้อ


๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์


๒) เมื่อประชุมพร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม มีกิจพร้อมเพรียงกันกระทำ


๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้


๔) เคารพ และเชื่อฟังภิกษุที่เป็นพระเถระเป็นพระผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์


๕) ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น


๖) ยินดีในเสนาสนะป่า


๗) ตั้งใจว่าเพื่อนพรหมจรรย์ที่มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข




ย้อนกลับไปที่หน้าก่อน ดาวน์โหลดเป็น pdf

ถ้ามีความเห็นใด ๆ โปรดส่งความเห็นมาได้ที่ comments@dhammalight.com